fbpx
ทำไมเด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้ไม่เท่ากัน ?
😟เคยสงสัยไหม ว่าทำไมเด็กคนหนึ่งเรียนรู้ได้เร็ว มีความมั่นใจ คิดเป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายชัดเจนและลงมือทำให้สำเร็จได้
แต่เด็กอีกคนหนึ่ง ความยับยั่งชั่งใจไม่มีคิดวิเคราะห์แยกแยะ สิ่งดีหรือไม่ดี ไม่เป็นเรียนรู้ได้ช้า ไม่มั่นใจในตัวเอง การคิดการตัดสินใจไม่ดี
แน่นอนมีหลากหลายปัจจัย ที่ส่งผลให้เด็กเติบโตมาไม่เหมือนกัน ทั้งการเลี้ยงดู สิ่งแวดล้อม ตัวเด็กเองและอื่นๆอีกมากมาย
ความรู้เรื่อง “Executive Function (EF)”คือคำตอบหนึ่ง ที่จะช่วยเติมเต็มคำอธิบายเรื่องพัฒนาการเด็กและช่วยต่อยอดการเลี้ยงดูของพ่อแม่ยุคใหม่ได้
📍Executive Function (EF) คืออะไร
EF คือ ความสามารถของสมองและจิตใจที่ใช้ในการควบคุม ความคิด อารมณ์ และการกระทำ เพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย
⏳โดยมีเวลาวิกฤตที่เราควรฝึก EF คือ ก่อนอายุ 9-12 ปี เป็นช่วงเวลาที่เราจะต้องช่วยเขาสร้างและฝึก
เนื่องจากสมองมีกลไก คือ ส่วนที่ใช้งานได้ทำให้เร็วขึ้นส่วนที่ใช้ไม่ได้ก็เอาออกไป ซึ่งหมายความว่าหากเด็กได้
รับการฝึกทักษะ EF สมองจะเกิดการเรียนรู้และช่วยให้วงจรประสาทของ EF ก่อตัวขึ้น
สมองอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ คือสมองส่วนหน้า [Prefrontal Cortex]เป็นสมองส่วนคิดวิเคราะห์ ใช้ข้อมูลจาก
ประสาทสัมผัสทั้งหมด คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ในการประมวลผล กำหนด
เป้าหมาย วางแผน ตัดสินใจด้วยเหตุและผลและลงมือทำซึ่งสมองส่วนนี้อยู่ระหว่างการพัฒนา
ตอนเป็นเด็กและวัยรุ่น จะพัฒนาได้ดีและสมบูรณ์เมื่ออายุ 20-25 ปี นั่นหมายความว่า
จะมีช่วงเวลา 5-10 ปี ที่เด็กอาจขาดความยับยั้งชั่งใจหุนหันพลันแล่น รอคอยไม่เป็น ใช้อารมณ์
ควบคุมตัวเองไม่ได้เพราะฉะนั้นเราควรฝึก EF ให้ได้ ตั้งแต่เด็กยังเล็กๆและค่อยๆฝึกไปเรื่อยๆ
โดยการจะให้สมองส่วนต่างๆ พัฒนาได้ดียิ่งขึ้นควรเริ่มจาก “นิ้วมือทั้งสิบ” คือการลงมือทำ 🤲
📍เพราะในการทำงานใดๆ ต้องใช้องค์ประกอบของ EF ดังนี้
1. การควบคุมตนเอง (Self control)👨‍🦰
โดยเริ่มจากการเลี้ยงดู พยายามสร้างSelf-Esteem ให้กับเด็ก คือ รักตัวเอง
ภาคภูมิใจในตัวเอง เช่น ให้เด็กกินข้าวเอง ทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆ ทำกิจกรรม ไม่เร่งรัดวิชาการมากเกินไป
โดยการควบคุมตัวเอง ประกอบด้วย
🎯Focus : ตั้งใจ ตั้งมั่น จดจ่อในการทำงานชิ้นหนึ่งให้เสร็จโดยเฉพาะ งานยาก ท้าทาย น่าเบื่อ ซึ่งในเด็กสมาธิสั้น หรือ
บกพร่องทางสติปัญญา ก็สามารถสร้างทักษะนี้ได้โดยหาสิ่งที่เด็กสนใจ และพยายามสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม
🎯Not distract : แม้กำลังเล่นสนุก หรือ เจอสิ่งที่เข้ามากวนยั่วยวน ก็สามารถควบคุมตัวเอง ถอนตัวจากความสนุกแล้ว
กลับไปทำงานต่อได้
🎯Delayed gratification : การอดเปรี้ยวไว้กินหวานการยับยั้งชั่งใจ มีความอดทน ไม่ย่อท้อ เพื่อทำงานให้เสร็จ
2.ความจำใช้งาน (Working memory)🧠
เป็นความจำที่พร้อมนำมาใช้และใช้ทำงานได้จริงๆ เช่น ความเข้าใจทางภาษา, การคิด (Thinking), การอ่าน (Reading), การเรียน(Learning),
หรือการใช้เหตุผลเช่น การจำและเชื่อมโยงเนื้อหาหนังสือบทหนึ่งและสองการคิดแก้โจทย์ปัญหาเลขหลายขั้นตอน
3. การคิดวิเคราะห์อย่างยืดหยุ่น (Cognitive flexibility)🔎 
การเปลี่ยนจุดสนใจ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและความคิด เพื่อให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น มีความสำคัญในการเรียนรู้และแก้ไขปัญหา
ช่วยในการจัดระบบความคิดวางกลยุทธ์ ประมวลผลและตอบสนองต่อสถานการณ์นั้นๆได้อย่างยืดหยุ่นและมีประสิทธิภาพ
เช่น การต่อบล็อกไม้ หากต่อไม่ได้ก็สามารถเปลี่ยนเป้าหมาย หรือ หาวิธีการ ให้ต่อได้ง่ายขึ้น
📍สัญญาณความบกพร่องของ EF
เด็กมีความบกพร่องในการบริหารจัดการตนเองหรือมีปัญหาเกี่ยวกับทักษะ EF จะมีสัญญาณอาการบ่งชี้ ได้แก่
1. ปัญหาด้านการยับยั้ง อยู่ไม่สุข วอกแวก ขาดความยับยั้งชั่งใจ กระสับกระส่าย
2. ปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์ มีอารมณ์รุนแรง
โกรธฉุนเฉียวด้วยเรื่องเล็กน้อย เขวี่ยงของ ทำลายข้าวของ
3. ปัญหาด้านความจำ ไม่สามารถจำคำสั่งหรือสิ่งที่ได้รับมอบหมายเกิน 1อย่าง ทำผิดเรื่องเดิมๆซ้ำๆ
4. ปัญหาด้านการปรับเปลี่ยนตัวเองเข้ากับสิ่งใหม่ๆ หรือ การยืดหยุ่นทางความคิด
5. ปัญหาด้านการวางแผนหรือการจัดการ ไม่สามารถทำงานให้เสร็จได้ ไม่เก็บของ ทิ้งเกลื่อนกราด ทำให้หาสิ่งของไม่เจอ
ดังนั้น การฝึก EF ควรเริ่มจากพ่อแม่ โดยมีเวลา 3 ขวบปีแรก
ที่จะเลี้ยงลูกให้เขามีตัวตน (Self) ที่ชัดเจนและแข็งแรง แล้วใช้เวลาช่วงอายุ 2-7 ขวบ พัฒนารากฐานของ EF อย่างดีที่สุด ก่อนส่งเด็กเข้าสู่โรงเรียน👨‍👩‍👧‍👦