fbpx
10 วิธีเพิ่มสมาธิให้กับเด็ก
สมาธิสั้นเป็นปัญหาที่แพร่หลายในเด็ก เด็กจะสนใจสิ่งใดสิ่งหนึ่งแค่ในระยะเวลาสั้นๆ แม้แต่ของเล่นชิ้นใหม่ หรือกิจกรรมใหม่ๆ เด็กก็จะให้ความสนใจเป็นเวลาไม่นาน ทำให้หลายๆ ครั้ง ลูกทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ เช่น ทำการบ้าน หรืออ่านหนังสือได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพ เรามาดูกันว่าเด็กๆ แต่ละช่วงวัยนั้นควรจะมีสมาธิได้นานแค่ไหน และมีวิธีในการเพิ่มสมาธิให้เด็กๆ ได้อย่างไรกันคะ 🧐
เด็กๆ ควรมีสมาธินานแค่ไหนกัน???💁‍♂️
ก่อนอืนเลยคุณพ่อคุณแม่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าโดยปกติเด็กแต่ละวัยจะมีสมาธิไม่เท่ากันอยู่แล้ว เด็กเล็กก็จะมีสมาธิจดจ่ออยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งค่อนข้างน้อยกว่าเด็กโต หรือจะมีสมาธิสั้นกว่าเด็กโต ดังนี้นการที่จะนำเด็กเล็กมาเปรียบเทียบกับเด็กโตนั้นคงเป็นไปไม่ได้ มาลองดูกันคะ ว่าเด็กๆ ในแต่ละช่วงวัย จะมีสมาธินานแค่ไหน?…
>> ช่วงขวบแรกจะมีสมาธิไม่เกิน 2-3 นาที
>> 1-2 ขวบ จะมีสมาธิประมาณ 3-5 นาที
>> วัยอนุบาล จะมีสมาธิประมาณ 5-15 นาที
>> ช่วงประถมต้น จะมีสมาธินานถึง 15-30 นาทีขึ้นไป
อ้างอิงข้อมูลจาก : พญ. สุพาพรรณวดี ฟุ่เจริญ กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการและพฤติกรรมเด็ก ศูนย์กุมารเวช โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์
วิธีเพิ่มสมาธิให้เด็กๆ มีอะไรบ้างนะ?? เพื่อใช้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและการสังเกตอาการของเด็กๆ ลองใช้10 วิธีนี้เพื่อเพิ่มสมาธิกันดูคะ
1. สังเกตพฤติกรรมของลูก คุณพ่อคุณแม่ควรสังเกตพฤติกรรมลูกขณะเล่นของเล่น พูดคุย หรืออ่านหนังสือ สังเกตการแสดงออกและการใช้เวลากับสิ่งที่เขาสนใจ ว่าผิดปกติหรือไม่
2. ปรับสภาพแวดล้อมที่รบกวนสมาธิของลูก เด็กๆ จะไม่สามารถโฟกัสกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าได้ หากต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีสิ่งรบกวนตลอดเวลา ดังนั้น ควรให้ลูกอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม ถ้าลูกกำลังทำกิจกรรมที่ต้องใช้สมาธิ คุณไม่ควรเข้าไปชวนคุย คุยโทรศัพท์ หรือดูโทรทัศน์เสียงดังอยู่ใกล้ๆ มากเกินไป ในทางกลับกัน คุณสามารถเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกได้ เช่น หาเวลานั่งอ่านหนังสือ หรือทำงานเงียบๆ ให้ลูกค่อยๆ เรียนรู้พฤติกรรมดังกล่าวตามได้
3. ลดเวลาอยู่หน้าจอ การปล่อยให้ลูกเล่นเกมส์หรือดูโทรทัศน์นานๆ ทำให้ลูกขาดสมาธิได้ เพราะภาพที่เปลี่ยนไปมาอย่างรวดเร็ว คุณแม่ควรกำหนดระยะเวลาการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ให้ลูกอย่างเหมาะสม
4. กำหนดเป้าหมายให้ลูกน้อยอย่างชัดเจน ควรกำหนดเป้าหมายในการทำกิจกรรมแต่ละอย่างให้ลูก โดยให้ลูกรู้จักแบ่งเวลาให้ชัดเจน เช่น ทำตารางกำหนดเวลาเล่น เวลาทำการบ้าน ดูโทรทัศน์ และทำงานอดิเรกให้เหมาะสมและเมื่อลูกทำได้ตามเป้าหมาย คุณพ่อคุณแม่อาจใช้วิธีให้คะแนน และสะสมคะแนนเพื่อแลกเป็นรางวัลได้ ลูกจะได้มีแรงกระตุ้นให้ทำตามเป้าหมายต่อไป
5. ให้ลูกรับผิดชอบหน้าที่ต่างๆ ในบ้าน กำหนดหน้าที่ง่ายๆ ให้ลูกทำ เพื่อสร้างสมาธิให้กับลูก เช่น ให้ลูกช่วยทำแซนด์วิช ให้ลูกช่วยหยิบจาน หรือให้ลูกช่วยหยิบหนังสือตามตัวอักษรที่กำหนดเมื่อลูกทำหน้าที่เดิมได้ดีแล้ว ควรมีหน้าที่ใหม่ๆ มาลองให้เขาทำไปเรื่อยๆ ลูกจะรู้สึกตื่นเต้นที่ได้ทำงานใหม่ และเขาจะพยายามมีสมาธิในการทำงานมากขึ้น
6. แบ่งงานให้ลูกน้อยลง บางครั้งการทำงานให้เสร็จภายในครั้งเดียวก็เป็นเรื่องยากสำหรับเด็ก ดังนั้น คุณแม่ควรแบ่งงานของลูกให้น้อยลง เช่น ให้ทำโจทย์วิชาคณิตศาสตร์ 5 ข้อ แล้วให้พักก่อนค่อยกลับมาทำต่อ เพราะเมื่อลูกรู้สึกว่างานมีปริมาณน้อยลงแล้ว ลูกจะมีสมาธิและมีความละเอียดกับการทำงานมากขึ้น
7. ชวนลูกออกกำลังกาย มีผลวิจัยออกมาว่า การออกกำลังกาย เช่น วิ่ง ปั่นจักรยาน เตะฟุตบอล และการเล่นกีฬาอื่นๆ ไม่เพียงแต่ช่วยให้ลูกมีร่างกายที่แข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้ลูกมีสมาธิเพิ่มมากขึ้น เพราะลูกจะให้ความสำคัญกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่
8. ให้ลูกฝึกลมหายใจ การหายใจมีผลต่อการทำงานของสมอง ดังนั้น คุณแม่ควรสอนวิธีการหายใจที่ถูกต้องให้ลูก โดยให้ลูกนอนราบบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท เช่น ในสวนหรือระเบียง หลังจากนั้น เอาของเล่นโปรดของลูกวางไว้บนท้องของเขา แล้วให้ลูกหายใจให้ท้องพองจนของเล่นอยู่สูงที่สุดเท่าที่เขาจะทำได้ วิธีนี้จะทำให้ลูกรู้ว่า เมื่อเขาหายใจเข้า ท้องจะพองขึ้น และเมื่อหายใจออก ท้องจะแฟบลง เป็นการฝึกสมาธิที่ดีได้อย่างหนึ่ง
9. ทำกิจกรรมสนุกๆ กับลูกรัก หากิจกรรมสนุกๆ ทำร่วมกับลูก เมื่อกิจกรรมสนุก ลูกจะให้ความสนใจในการทำกิจกรรมต่างๆ มากขึ้น เช่น ช่วยกันวาดรูประบายสี นอกจากจะทำให้ลูกมีสมาธิเพิ่มขึ้นแล้ว ยังช่วยสร้างความสัมพันธ์น่ารักๆ ให้เกิดขึ้นในครอบครัวได้อีกด้วยค่ะ
10. พาลูกไปหาคุณหมอหรือผู้เชี่ยวชาญ หากทำตามทุกวิธีข้างต้นแล้ว ลูกยังไม่สามารถจดจ่ออยู่กับสิ่งใดได้ คุณแม่ควรพาลูกไปพบคุณแม่หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อวินิจฉัยว่าลูกเป็นโรคสมาธิสั้นหรือไม่ เพราะจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ดูแลลูกได้อย่างถูกวิธี
👍หากชอบ ฝากกด Like กด Share บทความให้สักนิด
แต่หากชอบมากๆ กด Like และกดติดตามเพจเพิ่มเติมตามนี้ให้ด้วยนะ
…​
ติดตามและอัพเดตข้อมูลข่าวสารเพิ่มเติม ได้ตามช่องทางอื่นๆ
🙏แล้วทุกคนจะไม่พลาดข้อมูลข่าวสาร สาระความรู้ และกิจกรรมดีๆ จากทุกช่องทาง) ​
Reference :