ประเทศไทยได้เข้าสู่สังคมผู้สูงอายุในปีนี้โดยสมบูรณ์แล้ว
โดยมีผู้สูงวัยที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 20%
ของประชากรทั้งประเทศ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ลูกหลาน
ต้องให้ความสำคัญ ช่วยกันดูแลทั้งในเรื่องของสุขภาพกาย
สุขภาพทางจิตใจ
ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ (Late-life depression)
เป็นหนึ่งปัญหาที่พบมากถึง 10-20% ของจำนวนประชากร
และพบมากในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย สาเหตุมาจาก พันธุกรรม
ลักษณะนิสัย สภาพแวดล้อม และสารสื่อประสาทในสมอง
ไม่สมดุลหรือทำงานผิดปกติ รวมทั้งมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้เสี่ยง
เป็นภาวะซึมเศร้า ได้อีก ก็คือ
1. ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น เบาหวาน ความดัน หรือโรคหลอดเลือดหัวใจ หรือสมอง โรคไตวายเรื้อรัง
2. ผู้ป่วยโรครุนแรง เช่น โรคมะเร็ง หรือโรคที่ทำให้ทุพพลภาพหรือพิการ
3.ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม หรือโรคพากินสัน มีภาวะเนื้อสมองฝ่อตายก่อนเวลาอันควร ส่งผลกระทบต่อการควบคุมอารมณ์ของคนไข้
4.ผู้ที่ดื่มแอลกอฮอล์มากหรือรับประทานยาบางชนิด
5. ผู้ที่มีภาวะขาดฮอร์โมนไทรอยด์ หรือวิตามิน B12, Folate
6. สูญเสียคนรัก คู่ชีวิต คนในครอบครัว
7.สูญเสียสถานะในครอบครัว เครือญาติ สังคม
8. มีปัญหาหนี้สิน รายได้น้อยลง เข้าไม่ถึงบริการสุขภาพ
ซึ่งลูกหลานควรทำความเข้าใจและสังเกต
หากพบว่าผู้สูงอายุหรือ คุณพ่อคุณแม่มีอาการดังที่จะกล่าวนี้
นานเกิน 2 สัปดาห์ อาจเข้าข่ายเป็นภาวะซึมเศร้าดังกล่าว
จึงควรรีบพาไปพบแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ
1.กินอาหารได้น้อยลง หรือแทบไม่กินเลย
คำแนะนำ : ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารให้น่ารับประทานขึ้น โดยเลือกเมนูอาหารอ่อนๆ ย่อยง่ายและไม่กระทบต่อโรคประจำตัวของผู้สูงอายุ
.
2.นอนไม่ค่อยหลับ หรือนอนเยอะผิดปกติ
คำแนะนำ : ชวนทำกิจกรรมเบาๆ เช่น ฟังเพลง อ่านหนังสือ หรือฟังธรรมมะ หากนอนไม่หลับติดต่อกัน 3-4 วันขึ้นไป ควรพบแพทย์ หรือหากผู้สูงอายุชอบแอบนอนกลางวัน ถ้าง่วงมากให้นอนได้ระหว่าง 12:00-14:00 น. แล้วปลุก เพราะถ้านอนกลางวันมากเกินไป ตอนกลางคืนย่อมมีปัญหาการนอน
.
3.นิ่ง พูดคุยน้อยลง
คำแนะนำ : ควรให้ความรักแก่ผู้สูงอายุ หมั่นสังเกตและใส่ใจความรู้สึก อารมณ์และความคิด พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้พูดในสิ่งที่ต้องการ หรือชวนพูดคุยเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจ เช่นคุยถึงเรื่องราวในอดีตที่มีความสุข โดยแนะนำให้ผู้ดูแลควรเป็นฝ่ายตั้งคำถามก่อน และไม่ควรขัดจังหวะ หรือตัดบท
.
4.ความสนใจในเรื่องต่างๆลดลง เบื่อหน่าย ไม่อยากทำอะไรเลย
คำแนะนำ : พยายามกระตุ้นให้ผู้สูงอายุทำกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะกิจกรรมง่ายๆ ให้เขารู้สึกภาคภูมิใจในตัวเองมากขึ้น อีกทั้งควรกระตุ้นให้ผู้สูงอายุดูแลสุขภาพของต้นเอง เช่น การแปรงฟัน ทำความสะอาดช่องปาก พยาบามกระตุ้นให้เคลื่อนไหวร่างกายออกกำลังกายพอสมควร หรือหากมีปัญหาด้านการมองเห็น ควรพาไปพบจักษุแพทย์ตรวจวัดสายตาและใส่แว่นตา หรือรักษาเพื่อลดอุบัติเหตุจากการมองไม่เห็น
.
5.สูญเสียความมั่นใจในตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า และมักจะโทษตัวเองอยู่บ่อยครั้ง บางครั้งก็มีอารมณ์เศร้า หดหู่ ไปจนถึงการไม่อยากมีชีวิตอยู่ต่อ
คำแนะนำ : เมื่อผู้สูงอายุมีอาการเหล่านี้ ผู้ดูแลควรสังเกตความผิดปกติเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งอาจบ่งบอกว่ามีความคิดที่จะทำร้ายตนเอง และเฝ้าดูแลอย่างใกล้ชิดพยายามไม่ให้คลาดสายตา และพยายามหาคุณค่าในตัวผู้สูงอายุและบอกให้ผู้สูงอายุรับทราบ รับฟังปัญหาโดยต้องเป็นผู้ฟังที่ดี ไม่ตำหนิความคิดของผู้ป่วย อีกทั้งต้องไม่พูดว่าเรื่องของผู้ป่วยเป็นเรื่องเล็กน้อยหรือรีบพาไปพบแพทย์ เพื่อช่วยกันวางแผนการดูแลผู้สูงอายุอย่างถูกต้องเหมาะสม
.
6.มองโลกในแง่ร้าย ไม่เป็นมิตรกับใคร ขาดการเข้าสังคม
คำแนะนำ : ในกรณีผู้สูงอายุชอบเก็บตัว และแยกตัวจากผู้อื่น ลูกหลานชวนไปไหนก็ไม่อยากไป แนะนำให้ลูกหลานพยายามเข้าหา ควรหากิจกรรมทำ โดยควรเริ่มจากกิจกรรมเล็กๆ ในครอบครัว เพราะหากปล่อยทิ้งไว้เช่นนี้จะทำให้ผู้สูงอายุปลีกตัวมากขึ้น อารมณ์จะยิ่งเลวร้ายลง
.
7.มีพฤติกรรมรุนแรง อารมณ์ฉุนเฉียว หงุดหงิดง่าย
คำแนะนำ : ต้องรับฟังอย่างเข้าใจ ปล่อยให้ผู้สูงอายุระบายความรู้สึกออกมาก่อน และหาวิธีเพื่อลดความหงุดหงิดนั้นๆ รวมถึงพยายามเบนความสนใจจากเรื่องที่ทำให้ผู้สูงอายุหงุดหงิด อาจจะจับมือและนวดเบาๆ ที่หลังมือของผู้สูงอายุระหว่างคุย จะช่วยลดอารมณ์หงุดหงิดฉุนเฉียวได้