ASD คืออะไร? รู้จักลักษณะเด็กออทิสติก และแนวทางช่วยเหลือ
ในวันที่ลูกน้อยเริ่มเติบโตขึ้น ทุกย่างก้าวของพัฒนาการคือเรื่องใหญ่สำหรับคนเป็นพ่อเป็นแม่ แต่ในบางครอบครัว อาจกำลังเผชิญกับความกังวลใจเมื่อสังเกตเห็นว่าลูกรักมีพฤติกรรมที่ “แตกต่าง” จากเด็กวัยเดียวกัน เช่น เรียกชื่อแล้วไม่หัน ไม่ยอมสบตา ชอบเล่นคนเดียวเงียบ ๆ หรือเริ่มพูดช้ากว่าเกณฑ์ ความกังวลเหล่านี้มักนำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า พฤติกรรมเหล่านี้เป็นเพียงแค่นิสัยส่วนตัว หรือเป็นสัญญาณเตือนของความผิดปกติทางพัฒนาการกันแน่?
หากคุณกำลังสงสัยและหาข้อมูลว่า ASD คืออะไร บทความนี้ Neuro Balance จะพาคุณพ่อคุณแม่ไปเจาะลึกทุกแง่มุมของโรคนี้ ตั้งแต่การสังเกตอาการ วิธีแยกโรค ไปจนถึงเทคโนโลยีการดูแลสมองแนวใหม่ที่จะช่วยคืนศักยภาพให้ลูกน้อยกลับมาเรียนรู้ได้อย่างมีความสุขอีกครั้งครับ
Autism Spectrum Disorder หรือ ASD คืออะไร?

ASD ย่อมาจาก Autism Spectrum Disorder หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ออทิสติกสเปกตรัม” ในทางการแพทย์ระบุว่าโรค ASD คือความผิดปกติของพัฒนาการระบบประสาทและสมอง (Neurodevelopmental Disorder) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทักษะสำคัญในการใช้ชีวิต 3 ด้านหลัก ได้แก่ ทักษะทางสังคม การสื่อสาร และพฤติกรรม
คำว่า “Spectrum (สเปกตรัม)” ในชื่อโรคมีความหมายสำคัญมากเช่นเดียวกัน เพราะเปรียบเสมือนเฉดสีที่มีความหลากหลาย บ่งบอกว่าเด็กที่เป็นโรคนี้แต่ละคนจะมีระดับความรุนแรงและลักษณะอาการที่ไม่เหมือนกันเลย บางคนอาจมีอาการเพียงเล็กน้อย สามารถเรียนรู้และช่วยเหลือตัวเองได้ดี (High Functioning) ในขณะที่บางคนอาจมีอาการรุนแรงและต้องการผู้ดูแลอย่างใกล้ชิดตลอดชีวิต ดังนั้นการเข้าใจความเฉพาะตัวของเด็กแต่ละคนจึงเป็นหัวใจสำคัญของการดูแลครับ
“
ข้อควรรู้จาก Neuro Balance: แม้ตัวย่อ ASD จะเหมือนกัน แต่ในบริบทของพัฒนาการเด็ก เรากำลังกล่าวถึง Autism Spectrum Disorder (ออทิสติก) ซึ่งเป็นคนละโรคกับ Atrial Septal Defect (โรคผนังกั้นห้องหัวใจบนรั่ว) Neuro Balance จึงอยากให้ผู้ปกครองตรวจสอบบริบทของข้อมูลให้ดี เพื่อป้องกันความสับสนและเพื่อให้ได้แนวทางการดูแลที่ตรงจุดที่สุด
“
สาเหตุของ ASD เกิดจากอะไร?

ความเชื่อผิด ๆ ที่ว่า “พ่อแม่เลี้ยงลูกไม่ดีเลยทำให้ลูกเป็นออทิสติก” หรือ “วัคซีนทำให้เป็นออทิสติก” นั้นไม่เป็นความจริง
ปัจจุบันวิทยาศาสตร์การแพทย์ยืนยันว่า สาเหตุหลักเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพ (Biological Factors) เช่น ความผิดปกติของพันธุกรรม อายุของคุณพ่อคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ หรือภาวะแทรกซ้อนขณะคลอด สิ่งเหล่านี้ส่งผลให้ “วงจรการทำงานของสมอง (Brain Connectivity)” ผิดปกติ การส่งสัญญาณระหว่างเซลล์ประสาทไม่ราบรื่น ทำให้สมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ ภาษา และสังคม ทำงานไม่สอดประสานกัน
4 สัญญาณเตือนของอาการเด็กออทิสติก ที่พ่อแม่ต้องสังเกต
การรอให้คุณหมอฟันธงอาจช้าเกินไป พ่อแม่คือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดลูกที่สุด ดังนั้นการหมั่นสังเกตอาการเด็กพิเศษตั้งแต่เนิ่น ๆ จะช่วยให้ลูกได้รับโอกาสในการรักษาในช่วงเวลาทอง โดยเราสามารถสังเกตสัญญาณเตือนได้จาก 4 ด้านหลักดังนี้
1. ความบกพร่องด้านการสื่อสารและภาษา
พัฒนาการด้านภาษาเป็นจุดสังเกตแรก ๆ ที่ชัดเจน อาการเด็กออทิสติกในด้านนี้มักแสดงออก ดังนี้
- พูดช้าหรือพูดไม่ได้: อายุ 2 ขวบแล้วยังไม่เริ่มพูดคำที่มีความหมาย หรือเคยพูดได้แล้วจู่ ๆ ก็หยุดพูดไป (Regression)
- ภาษาต่างดาว: ส่งเสียงพึมพำที่ไม่มีความหมายเพื่อสื่อสารกับตัวเอง
- พูดทวนคำ (Echolalia): ชอบพูดตามสิ่งที่ได้ยินทันที หรือท่องจำประโยคจากโฆษณาและการ์ตูนมาพูดซ้ำ ๆ โดยไม่เข้าใจความหมายของประโยคนั้นจริง ๆ
- ไม่เข้าใจการสื่อสารนอกวจนะ: ไม่เข้าใจสีหน้า ท่าทาง หรือน้ำเสียงของพ่อแม่ เช่น ไม่รู้ว่าพ่อแม่กำลังโกรธ หรือไม่เข้าใจมุกตลก
2. ปัญหาด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
นี่คือหัวใจหลักของโรค ASD เด็กกลุ่มนี้มักมีโลกส่วนตัวสูงและตัดขาดจากสังคม
- ไม่สบตา (Lack of Eye Contact): เวลาพูดคุยด้วยมักจะมองไปทางอื่น หรือสบตาเพียงแวบเดียวแล้วหลบตา
- เรียกไม่หัน: พ่อแม่เรียกชื่อหลายครั้งก็ยังนิ่งเฉย เหมือนเด็กมีปัญหาการได้ยิน (แต่จริง ๆ หูได้ยินปกติ เพียงแต่สมองไม่สั่งการให้สนใจเสียงเรียก)
- ไม่เล่นกับผู้อื่น: ชอบแยกตัวเล่นคนเดียว ไม่สนใจเพื่อนวัยเดียวกัน และมักเล่นบทบาทสมมติไม่เป็น (เช่น ไม่เอาตุ๊กตามาสมมติว่าป้อนข้าว)
3. พฤติกรรมซ้ำ ๆ และความสนใจที่จำกัด
คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นลักษณะเด็กออทิสติกที่มีความยึดติดสูงมาก
- ยึดติดกับกิจวัตร (Routine): ต้องทำอะไรตามลำดับขั้นตอนเดิมเป๊ะ ๆ เช่น ต้องกินข้าวด้วยจานใบเดิม เดินทางกลับบ้านเส้นทางเดิม หากมีการเปลี่ยนแปลงแม้เพียงเล็กน้อยจะแสดงอาการต่อต้าน หงุดหงิด หรือกรีดร้องทันที
- ความสนใจเฉพาะเจาะจง: หมกมุ่นกับสิ่งของบางอย่างมากเกินไป เช่น ชอบจ้องมองพัดลมที่กำลังหมุน ชอบหมุนล้อรถเล่น หรือชอบเรียงของเล่นต่อกันเป็นแถวยาวแทนที่จะเล่นตามฟังก์ชั่นปกติ
- พฤติกรรมกระตุ้นตัวเอง (Stimming): เช่น สะบัดมือไปมา (Hand flapping), โยกตัวหน้าหลัง, เดินเขย่งเท้า เพื่อสร้างความรู้สึกบางอย่างให้ตัวเองสงบลง
4. ความไวต่อประสาทสัมผัส (Sensory Issues)
สมองของเด็ก ASD มักมีการรับรู้ประสาทสัมผัสที่ไม่สมดุล (Sensory Processing Disorder)
- ไวต่อสิ่งเร้ามากเกินไป (Hypersensitive): เช่น ทนเสียงไดร์เป่าผมหรือเสียงเครื่องดูดฝุ่นไม่ได้ (เอามืออุดหูร้องไห้), ไม่ชอบให้ใครมากอดหรือสัมผัสตัว, เลือกกินอาหารยากเพราะไม่ชอบผิวสัมผัสของอาหารบางชนิด
- เฉื่อยต่อสิ่งเร้า (Hyposensitive): เช่น หกล้มแล้วไม่ร้องไห้เหมือนไม่เจ็บ หรือชอบการกอดรัดแน่น ๆ
เมื่อลูกเป็นเด็กก้าวร้าว พ่อแม่ควรรับมืออย่างไร
หนึ่งในปัญหาที่สร้างความหนักใจให้ผู้ปกครองมากที่สุดคือพฤติกรรมก้าวร้าว แต่ Neuro Balance อยากให้คุณพ่อคุณแม่ทำความเข้าใจใหม่ว่า พฤติกรรมเด็กก้าวร้าวในกลุ่มเด็กพิเศษนี้ “ไม่ได้เกิดจากการเป็นเด็กนิสัยไม่ดี” หรือก้าวร้าวโดยสันดานครับ
ส่วนใหญ่อาการอาละวาด ทุบตีตัวเอง หรือทำร้ายผู้อื่น เกิดจากภาวะที่เรียกว่า Meltdown คือการที่สมองของเขารับข้อมูลหรือสิ่งเร้ามากเกินกว่าจะประมวลผลไหว จนเกิดการระเบิดอารมณ์ออกมา หรือเกิดจากความคับข้องใจที่ไม่สามารถสื่อสารความต้องการของตัวเองให้คนอื่นเข้าใจได้
วิธีรับมือเบื้องต้น: พ่อแม่ต้องตั้งสติให้มั่น ไม่ใช่อารมณ์ตอบโต้ พาเขาออกจากสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์ กอดเขาให้แน่น (Deep Pressure) เพื่อให้เขารู้สึกปลอดภัย และรอจนกว่าเขาจะสงบลงแล้วค่อยสอนครับ
เช็กให้ชัวร์! ลูกเป็นเด็กพัฒนาการช้า หรือออทิสติกกันแน่
มีความสับสนอย่างมากระหว่างสองภาวะนี้ เพราะอาการเริ่มต้นดูคล้ายกัน แต่ความจริงแล้วมีจุดตัดที่ชัดเจนครับ เรามาดูกันว่าความแตกต่างระหว่างออทิสติกกับเด็กพัฒนาการช้าดูอย่างไร
- เด็กพัฒนาการช้า (Global Developmental Delay): มักมีพัฒนาการช้ากว่าเกณฑ์ในหลายด้าน (เช่น กล้ามเนื้อ ภาษา) แต่จุดสำคัญคือ “ทักษะสังคมยังดี” เด็กยังสบตา ยิ้มตอบ อยากเล่นกับพ่อแม่ และมีความพยายามที่จะสื่อสาร หากได้รับการกระตุ้นที่เหมาะสม พัฒนาการจะดีขึ้นจนไล่ทันเด็กปกติได้
- เด็กออทิสติก (ASD): ปัญหาหลักคือ “ทักษะสังคมบกพร่อง” ไม่สบตา ไม่สนใจใคร และมักมีพฤติกรรมซ้ำ ๆ ร่วมด้วย ซึ่งเป็นอาการเฉพาะทางระบบประสาทที่ต้องการการดูแลซับซ้อนกว่า
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเราพบภาวะออทิสติกเทียมกันมากขึ้น ซึ่งเกิดจากการเลี้ยงดูที่ปล่อยให้เด็กอยู่กับหน้าจอมากเกินไปจนขาดการปฏิสัมพันธ์ อาการจะคล้ายออทิสติกแต่แก้ไขได้ง่ายกว่า หรือในกลุ่มเด็กที่ฉลาดพูด ความจำดี แต่เข้าสังคมไม่ได้เลย อาจเข้าข่ายกลุ่มแอสเพอร์เกอร์ คือออทิสติกศักยภาพสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ควรได้รับการวินิจฉัยจากผู้เชี่ยวชาญครับ
นิวโรฟีดแบคกับออทิสติก ทางออกของการรักษาที่ต้นเหตุ
เมื่อเรารู้แล้วว่าต้นตอของปัญหาอยู่ที่ “การทำงานของสมอง” การรักษาที่ตรงจุดที่สุดจึงควรเป็นการฟื้นฟูสมองโดยตรงครับ นอกเหนือจากการฝึกพูดหรือปรับพฤติกรรมแล้ว เทคโนโลยีนิวโรฟีดแบคกับออทิสติก (Neurofeedback) กำลังเป็นทางเลือกที่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ทั่วโลก
Neurofeedback ทำงานอย่างไร?
เปรียบเสมือนการพา “สมอง” ไปออกกำลังกายครับ (Brain Gym) โดยปกติในเด็ก ASD เรามักตรวจพบคลื่นสมองที่ไม่สมดุล เช่น มีคลื่น Theta (คลื่นง่วงเหงา) สูงเกินไปทำให้เด็กเหม่อลอย ไม่โฟกัส หรือมีคลื่น High Beta (คลื่นเครียด) สูงเกินไปทำให้เด็กหงุดหงิดง่าย
การฝึก Neurofeedback จะใช้ระบบคอมพิวเตอร์ตรวจจับคลื่นสมองและสะท้อนกลับให้เด็กรู้ตัวผ่านเกมหรือการ์ตูน เมื่อสมองทำงานถูกทาง (มีสมาธิ สงบ) เกมจะดำเนินไปได้ด้วยดี สมองของเด็กจะเรียนรู้และจดจำสภาวะนั้นไว้ (Neuroplasticity) จนเกิดเป็นการสร้างวงจรสมองใหม่ที่แข็งแรงขึ้น
ข้อดีของการรักษาด้วย Neurofeedback
- แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ: ปรับสมดุลคลื่นสมอง ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของพฤติกรรมทั้งหมด
- ปลอดภัย ไร้สารเคมี: เป็นวิธีธรรมชาติ 100% ไม่ใช่การใช้กระแสไฟฟ้าช็อต และไม่ต้องเสี่ยงกับผลข้างเคียงของยา
- ผลลัพธ์ยั่งยืน: เมื่อสมองเรียนรู้ทักษะใหม่แล้ว จะติดตัวเด็กไปตลอด ช่วยให้เด็กมีสมาธิดีขึ้น ควบคุมอารมณ์ได้ และเปิดรับการฝึกทักษะสังคมได้ง่ายขึ้น
งานวิจัยที่สนับสนุน
มีงานวิจัยในระดับนานาชาติหลายฉบับที่ชี้ให้เห็นว่า การใช้ Neurofeedback อย่างต่อเนื่อง สามารถช่วยลดอาการหลักของออทิสติกได้ โดยเฉพาะในเรื่องของการลดพฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง การเพิ่มช่วงความสนใจ (Attention Span) และการปรับปรุงทักษะการสื่อสาร โดยเป็นวิธีการที่ไม่ใช้ยา (Drug-free) และไม่มีผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย
ในปี 2010 ได้มีการเก็บข้อมูลจากผู้ปกครองของกลุ่มทดลองที่ให้ลูกเข้ารับการพัฒนาอาการออทิสติกโดยใช้ Neurofeedback Training โดยได้ผลสรุปว่ามีพัฒนาการที่ดีขึ้นทางด้านการเข้าสังคม และ การสื่อสาร อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งผลนั้นสอดคล้องและเป็นไปในทิศเดียวกันกับการเปลี่ยนแปลงของคลื่นสมองที่ทำงานดีขึ้น หากเรามองจากคลื่นสมองของคลื่นที่เรียกว่า Theta Brainwave (4Hz – 8Hz) 60% ของผู้เข้าร่วมวิจัย ในส่วนที่เรียกว่า Anterior Cingulate Cortex นั้น มีคลื่นที่ปรับสมดุลขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งผลลัพธ์นี้ส่งผลให้เด็กเกิดกระบวนการเรียนรู้และการทำงานในส่วนของ Executive Function ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
Kouijzer, M. E., van Schie, H. T., de Moor, J. M., Gerrits, B. J., & Buitelaar, J. K. (2010). Neurofeedback treatment in autism. Preliminary findings in behavioral, cognitive, and neurophysiological functioning. Research in Autism Spectrum Disorders, 4(3), 386-399.
อีกหนึ่งผลวิจัยในปี 2007 ได้มีการศึกษากลุ่มบุคคลออทิสติกหลังเข้ารับการฟื้นฟู ได้พบว่า 89% มีพัฒนาการที่ดีขึ้น อาการบกพร่องต่างๆ ลดน้อยลง, 40% ของผู้เข้าร่วมวิจัยได้คะแนนดีขึ้นจากแบบประเมิน ATEC (Autism Treatment Evaluation Checklist) และ 76% มีสมาธิกับสิ่งต่างๆมากขึ้น
Coben, R., & Padolsky, I. (2007). Assessment-guided neurofeedback for autistic spectrum disorder. Journal of Neurotherapy, 11(1), 5-23.
มากไปกว่านั้นยังมีผลการศึกษาว่าหลังจากการใช้วิธีการนี้ฟื้นฟูเด็กที่มีอาการออทิสติกนั้นมีผลในเชิงบวกและให้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว
Kouijzer, M. E., de Moor, J. M., Gerrits, B. J., Buitelaar, J. K., & van Schie, H. T. (2009). Long-term effects of neurofeedback treatment in autism. Research in Autism Spectrum Disorders, 3(2), 496-501.
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ASD คืออะไร แตกต่างจากออทิสติกไหม?
ASD (Autism Spectrum Disorder) เป็นชื่อเรียกทางการแพทย์ที่ครอบคลุมกลุ่มอาการออทิสติกทั้งหมด ดังนั้น ASD กับออทิสติกจึงเป็นเรื่องเดียวกัน แต่คำว่า Spectrum สื่อถึงระดับความรุนแรงที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่เป็นน้อยจนใช้ชีวิตได้ปกติ ไปจนถึงเป็นมากที่ต้องดูแลใกล้ชิด
เด็ก ASD ต้องเริ่มบำบัดเมื่อไหร่?
ควรเริ่มทันทีที่สังเกตเห็นความผิดปกติ หรือที่เรียกว่า “Early Intervention” ยิ่งเริ่มฝึกและกระตุ้นพัฒนาการเร็วเท่าไหร่ โอกาสที่เด็กจะมีพัฒนาการใกล้เคียงปกติและช่วยเหลือตัวเองได้ในอนาคตก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้นครับ
นิวโรฟีดแบคปลอดภัยไหม?
มีความปลอดภัยสูงครับ เพราะเป็นกระบวนการเรียนรู้ด้วยตัวเองของสมอง (Non-invasive) ไม่มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย และไม่ใช้ยา จึงไม่มีสารตกค้างหรือผลข้างเคียงต่อตับและไต
เด็กพูดช้าทุกคนเป็น ASD หรือไม่?
ไม่เสมอไปครับ เด็กพูดช้าอาจเกิดจากปัญหาการได้ยิน พัฒนาการทางภาษาล่าช้า หรือขาดการกระตุ้นที่เหมาะสม หากเด็กพูดช้าแต่ยังสบตา เล่นกับผู้อื่น และชี้บอกความต้องการได้ อาจเป็นเพียงภาวะพูดช้าทั่วไป แต่ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อความแน่ใจ
อาการเด็กออทิสติกเริ่มแสดงตอนกี่ขวบ?
โดยทั่วไปอาการจะเริ่มสังเกตได้ชัดเจนในช่วงอายุ 18 เดือน ถึง 2 ขวบ แต่ในบางรายที่มีอาการรุนแรง อาจสังเกตเห็นสัญญาณเตือนได้ตั้งแต่ขวบปีแรก เช่น ไม่ยิ้มตอบ ไม่มองตามของเล่น
เด็ก ASD สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติได้ไหม?
ขึ้นอยู่กับระดับความรุนแรงของอาการและการช่วยเหลือครับ เด็กกลุ่ม High Functioning หรือเด็กที่ได้รับการบำบัดฟื้นฟูอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง (Early Intervention) มีโอกาสสูงมากที่จะพัฒนาจนสามารถเข้าเรียนโรงเรียนปกติและใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
สรุปบทความ
หากคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีพัฒนาการที่น่ากังวลใจ หรือต้องการทางเลือกในการดูแลลูกรักด้วยวิถีธรรมชาติแบบไม่ใช้ยา Neuro Balance ยินดีให้คำปรึกษาและตรวจประเมินการทำงานของสมองเพื่อวางแผนการดูแลที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน
เพราะอย่างที่ทราบกันว่า ASD คืออาการที่มาจากการทำงานของระบบประสาททำงานบกพร่อง ดังนั้น Neurofeedback Training จึงสามารถเข้ามามีบทบาทสำคัญในการปรับสมดุลให้ระบบประสาททำงานได้อย่างปกติและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ทั้งทางด้านกายภาพ และด้านอารมณ์
ที่ศูนย์ Neurobalance เราได้เห็นผลจากการใช้วิทยาการผสานกับเทคโนโลยีอื่นที่เรานำมาใช้ในการช่วยเหลือกลุ่มบุคคล ASD และเห็นถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านการรับรู้ พฤติกรรม และ อารมณ์ที่ดีขึ้นจากกลุ่มลูกค้าที่มีอาการออทิสติก
โดยท่านสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมของวิธีการได้ที่
หากท่านมีความสนใจในวิธีการนี้และอยากรู้ว่ากลุ่มบุคคล ASD จะสามารถตอบสนองกับวิธีการนี้ได้ดีหรือไม่ ผู้สนใจสามารถนัดเข้ามารับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี จากผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อผูกมัดใด ๆ เบอร์ติดต่อ 02 245 4227 หรือ LINE: @neurobalance








