เคยสงสัยหรือไม่ว่าทำไมลูกหลานหรือคนใกล้ตัวบางคนถึงมีบุคลิกที่ดูขัดแย้งกันในตัวเองอย่างน่าประหลาด? ด้านหนึ่งเขาอาจดูเหมือน “ศาสตราจารย์ตัวน้อย” ที่มีความจำแม่นยำ เป็นอัจฉริยะในเรื่องที่สนใจ พูดจาด้วยภาษาศัพท์สูงเกินวัย และยึดมั่นในหลักการอย่างเคร่งครัด แต่ในอีกด้านหนึ่ง เขากลับดูเหมือนเด็กไร้เดียงสาทางสังคม ไม่เข้าใจมุกตลก ไม่รู้วิธีผูกมิตร และมักจะเล่นคนเดียวเงียบ ๆ
ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องของนิสัย “หยิ่ง” หรือ “ดื้อเงียบ” แต่อาจเป็นสัญญาณของภาวะความแตกต่างทางระบบประสาทที่เรียกว่า “โรคแอสเพอร์เกอร์ ซินโดรม”
บทความนี้ Neuro Balance จะพาคุณไปทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า แอสเพอร์เกอร์ คืออะไร เป็นโรคหรือเป็นเพียงบุคลิกภาพแบบหนึ่ง มีความแตกต่างจากออทิสติกทั่วไปอย่างไร และเราจะช่วยดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความเงียบนี้ออกมาได้อย่างไร
แอสเพอร์เกอร์ คืออะไร? (Asperger’s Syndrome)
แอสเพอร์เกอร์ คือ (Asperger’s Syndrome) ชื่อเรียกของกลุ่มอาการความบกพร่องทางพัฒนาการรูปแบบหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันทางการแพทย์ได้จัดให้อยู่รวมในกลุ่ม Autism Spectrum Disorder (ASD) หรือออทิสติกสเปกตรัม แต่มีความพิเศษตรงที่จัดเป็นกลุ่ม “ศักยภาพสูง” (High Functioning)
นั่นหมายความว่า ผู้ที่มีภาวะนี้จะมีระดับสติปัญญาปกติหรือสูงกว่าเกณฑ์เฉลี่ย และไม่มีปัญหาเรื่องพัฒนาการทางภาษาล่าช้าเหมือนเด็กออทิสติกทั่วไป พวกเขาสามารถเรียนรู้ พูดคุย และใช้ชีวิตประจำวันได้ดี แต่จะมีปัญหาหลักที่เด่นชัดในเรื่อง “ทักษะทางสังคมและการสื่อสาร” รวมถึงมีพฤติกรรมความสนใจที่จำกัดและซ้ำจำเจ
เปรียบเทียบง่าย ๆ เหมือนกับเครื่องคอมพิวเตอร์สเปกแรงที่มีหน่วยประมวลผล (CPU) เป็นเลิศ แต่มีการ์ดจอหรือระบบเชื่อมต่อเครือข่าย (Wi-Fi) ที่ทำงานไม่เสถียร ทำให้ประมวลผลข้อมูลทางอารมณ์และสังคมได้ยากลำบาก
โรคแอสเพอร์เกอร์ มีอาการอย่างไร?
แม้ภายนอกอาจดูปกติ แต่โรคแอสเพอร์เกอร์จะมีสัญญาณเตือนที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งผู้ปกครองหรือคนใกล้ชิดสามารถสังเกตได้ดังนี้
- ปัญหาด้านการปฏิสัมพันธ์สังคม (Social Interaction):
- ไม่สบตา: หรือสบตาแบบจ้องเขม็งผิดปกติ ทำให้คู่สนทนารู้สึกอึดอัด
- ไม่เข้าใจภาษากาย: อ่านสีหน้า ท่าทาง หรือน้ำเสียงของคนอื่นไม่ออก (เช่น ไม่รู้ว่าเพื่อนกำลังโกรธ หรือเบื่อ)
- เข้าสังคมไม่เป็น: อยากมีเพื่อนแต่ไม่รู้วิธีเข้าหา มักพูดแทรก หรือพูดแต่เรื่องของตัวเองโดยไม่สนใจว่าคนฟังจะอยากฟังหรือไม่
- ปัญหาด้านการสื่อสาร (Communication):
- แปลความหมายตรงตัว: ไม่เข้าใจคำประชด คำเปรียบเปรย หรือมุกตลก (เช่น บอกว่า “ไปวิ่งเล่นจนเหงื่อตกกีบ” เด็กอาจจะงงว่าคนไม่มีกีบ)
- น้ำเสียงโมโนโทน: พูดเสียงเรียบ ๆ เหมือนหุ่นยนต์ หรือพูดเสียงดังเกินความจำเป็นในที่สาธารณะ
- ความสนใจเฉพาะเจาะจงและพฤติกรรมซ้ำ ๆ:
- หมกมุ่นกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างลึกซึ้งระดับแฟนพันธุ์แท้ เช่น ไดโนเสาร์ ดาราศาสตร์ ตารางเดินรถไฟ หรือแผนที่
- ยึดติดกับกิจวัตร (Routine) อย่างเคร่งครัด หากมีการเปลี่ยนแปลงตารางเวลาจะหงุดหงิดหรือวิตกกังวลทันที
ลักษณะผู้ที่มีภาวะแอสเพอร์เกอร์
นอกจากอาการหลักข้างต้นแล้ว ผู้ที่มีภาวะนี้มักมีบุคลิกและลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจ ซึ่งเปรียบเสมือนเหรียญสองด้าน
- ด้านที่เป็นจุดเด่น (Strength):
- มีความจำดีเยี่ยม โดยเฉพาะในเรื่องที่สนใจ (Detail-oriented)
- มีสมาธิจดจ่อสูงมาก สามารถทำอะไรซ้ำ ๆ ได้นานโดยไม่เบื่อ
- มีความซื่อสัตย์ พูดตรงไปตรงมา โกหกไม่เป็น
- คิดนอกกรอบและมองเห็นรูปแบบที่คนทั่วไปมองข้าม
- ด้านที่เป็นความท้าทาย (Challenge):
- การเคลื่อนไหวร่างกายอาจดูเก้ ๆ กัง ๆ (Clumsy) เดินเซ หรือหยิบจับของไม่ถนัด
- ไวต่อระบบประสาทสัมผัส (Sensory Sensitivity) เช่น ทนเสียงดังไม่ได้ ไม่ชอบป้ายคอเสื้อ หรือเลือกกินอาหารยากเพราะไม่ชอบผิวสัมผัส
แอสเพอร์เกอร์ต่างจากออทิสติกอย่างไร?
ความสับสนระหว่างโรคแอสเพอร์เกอร์ กับออทิสติก (ASD แบบคลาสสิก) เป็นเรื่องที่พบบ่อยมาก แม้จะอยู่ในสเปกตรัมเดียวกัน แต่มีจุดตัดที่ชัดเจนดังนี้
ความสามารถด้านภาษา
- ออทิสติกทั่วไป: มักมีภาวะ “พูดช้า” หรือมีพัฒนาการทางภาษาล่าช้ากว่าวัยอย่างเห็นได้ชัด บางรายอาจไม่พูดเลย
- แอสเพอร์เกอร์: พัฒนาการด้านภาษา “ปกติ” หรืออาจพูดเร็วกว่าเกณฑ์ด้วยซ้ำ มักมีคลังคำศัพท์เยอะ พูดจาฉะฉานเหมือนผู้ใหญ่ (Little Professor) เพียงแต่การใช้ภาษาอาจดูเป็นทางการเกินไปหรือไม่ถูกกาลเทศะ
พฤติกรรมซ้ำ ๆ
- ออทิสติกทั่วไป: มักมีพฤติกรรมกระตุ้นตัวเอง (Stimming) ที่เห็นชัด เช่น สะบัดมือ โยกตัว หมุนตัว
- แอสเพอร์เกอร์: พฤติกรรมซ้ำ ๆ มักมาในรูปแบบของ “ความคิด” หรือ “ความสนใจ” มากกว่าท่าทาง เช่น การหมกมุ่นกับข้อมูล ตัวเลข หรือการสะสมของ มากกว่าการสะบัดมือไปมา
การวินิจฉัยโรคแอสเพอร์เกอร์
การวินิจฉัยภาวะนี้ต้องอาศัยความละเอียดอ่อน เนื่องจากผู้ที่มีอาการมักดูฉลาดและใช้ชีวิตได้ปกติจนถูกมองข้าม กระบวนการวินิจฉัยทางการแพทย์มักประกอบด้วย
- การซักประวัติพัฒนาการ: แพทย์จะสอบถามพ่อแม่ย้อนหลังไปถึงวัยเด็กเล็ก เกี่ยวกับการพูด การเล่น และการเข้าสังคม
- การสังเกตพฤติกรรม: ผ่านการพูดคุยและทำกิจกรรมร่วมกับเด็ก เพื่อดูการตอบสนองทางสังคม การสบตา และการตีความ
- การประเมินทางจิตวิทยา: ทดสอบระดับสติปัญญา (IQ Test) และประเมินทักษะทางสังคม เพื่อแยกโรคอื่น ๆ เช่น สมาธิสั้น (ADHD) หรือภาวะบกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) ออกไป
- การตรวจการทำงานของสมอง (Brain Mapping): การใช้เทคโนโลยี QEEG Scan ช่วยให้เห็นรูปแบบคลื่นสมองที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งมักพบความไม่สมดุลในสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับทักษะสังคมและการควบคุมความวิตกกังวล
วิธีช่วยเหลือและบำบัดผู้มีภาวะแอสเพอร์เกอร์
แม้โรคแอสเพอร์เกอร์จะไม่สามารถรักษาให้หายขาดในเชิงพันธุกรรม แต่สามารถ “ฝึกฝนและพัฒนา” ให้ผู้ที่มีภาวะนี้ใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีความสุขและดึงศักยภาพของตนเองออกมาใช้ได้เต็มที่
การบำบัดด้านทักษะสังคม
เนื่องจากทักษะสังคมเป็นเรื่องที่เรียนรู้ตามธรรมชาติไม่ได้สำหรับพวกเขา จึงต้องใช้การ “สอน” อย่างเป็นระบบ (Social Skills Training) เช่น
- สอนวิธีการเริ่มบทสนทนา การผลัดกันพูดและฟัง
- สอนการอ่านสีหน้าและภาษากายผ่านรูปภาพหรือสถานการณ์จำลอง
- ฝึกการจัดการอารมณ์เมื่อถูกขัดใจหรือเมื่อต้องเจอกับการเปลี่ยนแปลง
การใช้เทคโนโลยี Neurofeedback (นิวโรฟีดแบค)
หนึ่งในทางเลือกที่ได้รับการยอมรับในปัจจุบันคือการใช้เทคโนโลยี Neurofeedback (นิวโรฟีดแบค) หรือการฝึกสมอง เพื่อปรับสมดุลจากภายในโดยไม่ต้องใช้ยา
- ลดความวิตกกังวล: ชาวแอสเพอร์เกอร์มักมีความเครียดสะสม (High Beta Waves) จากการต้องพยายามปรับตัวเข้าสังคม การฝึกสมองช่วยลดคลื่นความเครียดนี้ ทำให้รู้สึกสงบและผ่อนคลายขึ้น
- เพิ่มความยืดหยุ่นทางความคิด (Cognitive Flexibility): ช่วยปรับลดอาการยึดติด หรือความคิดวนเวียน (Loop) ทำให้ยอมรับการเปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น
- พัฒนาการเชื่อมโยงทางสังคม: เมื่อสมองส่วนหน้า (Frontal Lobe) ทำงานสมดุลขึ้น การอ่านอารมณ์คนอื่นและการควบคุมอารมณ์ตนเองก็จะทำได้ดีขึ้นตามลำดับ
ที่ Neuro Balance เราใช้โปรแกรมฝึกสมองเฉพาะบุคคลที่ออกแบบจากผลตรวจ QEEG ของแต่ละคน เพื่อให้การบำบัดตรงจุดและเห็นผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแอสเพอร์เกอร์ (FAQ)
แอสเพอร์เกอร์ คือโรคไหม?
ในทางการแพทย์ปัจจุบันจัดว่าเป็น “ความผิดปกติ” หรือ “ภาวะ” ในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม (ASD) แต่ในมุมมองเชิงจิตวิทยาและสังคม หลายคนมองว่าเป็นเพียง “ความแตกต่าง” ของระบบประสาท (Neurodivergent) ที่มีวิถีการมองโลกและการคิดที่ไม่เหมือนคนทั่วไป มากกว่าจะเป็นโรคที่ต้องกำจัดทิ้ง
เด็กแอสเพอร์เกอร์เรียนหนังสือได้ไหม?
เรียนได้และอาจเรียนได้ดีมาก เด็กกลุ่มนี้มักมีระดับสติปัญญาปกติถึงสูง (Gifted) สามารถเรียนร่วมกับเด็กปกติในโรงเรียนทั่วไปได้ เพียงแต่อาจต้องได้รับการสนับสนุนเรื่องทักษะสังคมและการป้องกันการถูกกลั่นแกล้ง (Bullying) จากเพื่อน
ต่างจาก ASD หรือไม่?
แอสเพอร์เกอร์ คือส่วนหนึ่งของ ASD (Autism Spectrum Disorder) แต่เป็นกลุ่มที่มีอาการน้อย (Mild) และศักยภาพสูง (High Functioning) โดยจุดต่างสำคัญคือแอสเพอร์เกอร์จะไม่มีปัญหาพัฒนาการทางภาษาล่าช้าเหมือน ASD กลุ่มอื่น ๆ
ภาวะแอสเพอร์เกอร์รักษาอย่างไร?
การดูแลเน้นที่การ “ปรับพฤติกรรมและส่งเสริมจุดเด่น” มากกว่าการรักษาด้วยยา (ยกเว้นรายที่มีอาการสมาธิสั้นหรือซึมเศร้าร่วมด้วย) วิธีหลักคือการฝึกทักษะสังคม (Social Skills Training), การทำจิตบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) และการฝึกสมอง (Neurofeedback) เพื่อปรับสมดุลระบบประสาท
สรุป: ความเข้าใจคือกุญแจสำคัญ
แอสเพอร์เกอร์ คือภาวะในกลุ่มออทิสติกสเปกตรัม (ASD) ซึ่งไม่ใช่โรคที่น่ากลัว หากเรามองข้ามความแปลกแยกทางสังคมไป จะพบว่าพวกเขามีศักยภาพที่น่าทึ่งซ่อนอยู่ ทั้งความมุ่งมั่น ความซื่อสัตย์ และสติปัญญา สิ่งที่พวกเขาต้องการมากที่สุดไม่ใช่การพยายามเปลี่ยนให้เป็นเหมือนคนอื่น แต่คือความเข้าใจและพื้นที่ที่ยอมรับในความแตกต่าง
หากคุณผู้ปกครองสงสัยว่าลูกหลานอาจมีภาวะนี้ หรือต้องการตัวช่วยในการพัฒนาทักษะสังคมและลดความวิตกกังวลด้วยวิธีธรรมชาติ Neuro Balance ยินดีให้คำปรึกษาและตรวจประเมินสมองด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อร่วมกันค้นหาและเจียระไนเพชรเม็ดงามในตัวพวกเขาให้เปล่งประกาย
โดยผู้ที่สนใจสามารถนัดเข้ามารับคำปรึกษาเบื้องต้นฟรี จากผู้เชี่ยวชาญโดยไม่มีค่าใช้จ่ายและข้อผูกมัดใด ๆ เบอร์ติดต่อ 02 245 4227 หรือ LINE: @neurobalance


