เจาะลึกสุขภาพสมอง ด้วยบริการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง Bio Balance
เคยสงสัยไหม? ทำไมรักษาอาการสมาธิสั้น ซึมเศร้า หรือนอนไม่หลับมานานแต่อาการไม่ดีขึ้น นั่นอาจเป็นเพราะเรากำลังแก้ปัญหาที่ “ปลายเหตุ” โดยไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นข้างในสมองจริงๆ
บริการ Bio Balance ของเราคือคำตอบที่จะพาคุณไปค้นหาต้นตอที่ซ่อนอยู่ ด้วยเทคโนโลยีการแพทย์แม่นยำ (Precision Medicine) ที่ช่วยเปลี่ยนเรื่องนามธรรมอย่าง “จิตใจ” ให้กลายเป็น “วิทยาศาสตร์” ที่มองเห็นได้ เพื่อการวางแผนรักษาที่ตรงจุดและมีประสิทธิภาพที่สุด
Bio Balance คืออะไร?
Bio Balance คือ โปรแกรมการตรวจประเมินสุขภาพสมองเชิงลึกด้วยเทคโนโลยี QEEG (Quantitative Electroencephalography) หรือที่เรียกกันว่าการทำ แผนที่สมอง (Brain Mapping)
กระบวนการนี้คือการ ตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง ทั้ง 19 จุดตำแหน่งสำคัญทั่วศีรษะ แล้วนำข้อมูลมหาศาลที่ได้มาประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์และเทียบเคียงกับฐานข้อมูลทางสถิติ (Normative Database) เพื่อแปลงสัญญาณไฟฟ้าให้เป็น “ภาพแผนที่สมอง” ที่แสดงเป็นสีสันต่างๆ
ภาพเหล่านี้จะทำให้แพทย์และผู้เชี่ยวชาญมองเห็นความผิดปกติของระบบประสาทที่ตาเปล่ามองไม่เห็น และระบุได้แม่นยำว่าสมองส่วนไหนทำงานมากเกินไป (Overactive) หรือน้อยเกินไป (Underactive) ซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมและอารมณ์ที่เป็นปัญหาอยู่
คลื่นสมองมีกี่ประเภท? แต่ละประเภทบอกอะไร?
สมองมนุษย์สื่อสารกันด้วยสัญญาณไฟฟ้าตลอดเวลา ซึ่งเราเรียกว่า คลื่นสมอง หากคลื่นเหล่านี้เสียสมดุล จะส่งผลต่อสุขภาพกายและใจทันที โดยในการตรวจ Bio Balance เราจะวิเคราะห์คลื่นหลักๆ 5 ประเภท ดังนี้
คลื่นเดลต้า (Delta Waves)
เป็นคลื่นที่มีความถี่ช้าที่สุดและมีความเข้มสัญญาณสูง เกิดขึ้นมากในขณะที่เราหลับลึกเพื่อฟื้นฟูร่างกาย หากตรวจพบว่ามีมากเกินไปในตอนตื่น อาจบ่งบอกถึงภาวะสมองล้า ปัญหาการเรียนรู้ หรืออาการสมองได้รับการกระทบกระเทือน
คลื่นธีต้า (Theta Waves)
เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และการผ่อนคลายระดับลึก (ช่วงกึ่งหลับกึ่งตื่น) แต่หากมีมากเกินไปในเด็กหรือผู้ใหญ่ขณะทำกิจกรรม อาจสัมพันธ์กับโรคสมาธิสั้น (ADHD) อาการเหม่อลอย และขาดการจดจ่อ
คลื่นอัลฟ่า (Alpha Waves)
คือคลื่นแห่งความผ่อนคลาย สงบ และมีสติ (Relaxed Alertness) เปรียบเสมือนสะพานเชื่อมระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก คนที่มีสุขภาพจิตดีและมีสมาธิควรมีคลื่นนี้ในปริมาณที่เหมาะสมและอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องของสมอง
คลื่นเบต้า (Beta Waves)
เป็นคลื่นแห่งการตื่นตัว ใช้ในการคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา และโฟกัสงาน แต่หากมี High Beta มากเกินไป จะนำไปสู่ความเครียดสะสม วิตกกังวล (Anxiety) อาการย้ำคิดย้ำทำ และปัญหานอนไม่หลับ
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองช่วยอะไรได้บ้าง?
การทำ QEEG (Brain Mapping) ไม่ใช่แค่การตรวจหาโรคลมชักเหมือนในโรงพยาบาลทั่วไป แต่เป็นการตรวจดู “การทำงาน (Function)” ของสมอง เพื่อช่วยยืนยันการวินิจฉัยและวางแผนการรักษาในกลุ่มอาการต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ ดังนี้
วินิจฉัยสมาธิสั้น (ADHD)
ช่วยแยกแยะว่าเป็นโรคสมาธิสั้นแท้ หรือสมาธิสั้นเทียม โดยในเด็กสมาธิสั้นมักจะตรวจพบคลื่นธีต้า (Theta) ซึ่งเป็นคลื่นง่วงเหงาหาวนอน สูงผิดปกติในสมองส่วนหน้า ทำให้เด็กไม่สามารถจดจ่อ (Focus) กับสิ่งที่ทำได้ การเห็นกราฟนี้จะช่วยยืนยันผลการประเมินพฤติกรรมได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ประเมินปัญหาการนอน
ช่วยค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของอาการนอนไม่หลับ ว่าเกิดจากสมองส่วนไหนไม่ยอม “ปิดสวิตช์” ผู้ที่มีปัญหานอนไม่หลับเรื้อรังมักตรวจพบคลื่นเบต้า (High Beta) สูงค้างอยู่ทั่วสมอง ซึ่งบ่งบอกถึงภาวะตื่นตัวเกินเหตุ (Hyperarousal) ทำให้แม้ร่างกายอยากหลับ แต่สมองยังคงสั่งการให้ตื่นตัวตลอดเวลา
เด็กออทิสติก
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองในเด็กออทิสติก จะช่วยประเมิน “การเชื่อมโยง” (Connectivity) ของระบบประสาท ว่าแต่ละส่วนสื่อสารกันมากเกินไป (Hyper-coherence) จนสมองวุ่นวาย หรือสื่อสารกันน้อยเกินไป (Hypo-coherence) จนขาดการตอบสนอง ซึ่งข้อมูลนี้สำคัญมากในการออกแบบโปรแกรม Neurofeedback เพื่อช่วยปรับลดพฤติกรรมซ้ำๆ และเพิ่มการสบตาหรือการเข้าสังคม
วิตกกังวล / อารมณ์แปรปรวน
ช่วยตรวจจับ คลื่นความเครียด ที่สะสมอยู่ในสมองส่วนที่ควบคุมอารมณ์ และดูความสมดุลระหว่างสมองซีกซ้าย (อารมณ์บวก) และซีกขวา (อารมณ์ลบ) หากสมองซีกขวาทำงานหนักเกินไป อาจเป็นสัญญาณของโรควิตกกังวลหรือซึมเศร้า การเห็นภาพนี้จะช่วยให้เลือกวิธีการบำบัดหรือปรับยาได้ตรงจุดกว่าการพูดคุยเพียงอย่างเดียว
ใครบ้างที่ควรเข้ารับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองด้วย Bio Balance
การตรวจนี้ไม่ได้มีไว้สำหรับผู้ป่วยทางจิตเวชเท่านั้น แต่เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการเข้าใจศักยภาพสมองของตัวเองเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต
- กลุ่มเด็กและวัยรุ่น: ที่มีปัญหาซนอยู่ไม่นิ่ง สมาธิสั้น (ADHD) พัฒนาการช้า บกพร่องทางการเรียนรู้ (LD) หรือออทิสติก
- กลุ่มวัยทำงาน: ที่มีความเครียดสะสม ปวดหัวไมเกรน อารมณ์แปรปรวน ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ หรือภาวะหมดไฟ (Burnout)
- กลุ่มผู้สูงอายุ: ที่เริ่มมีปัญหาความจำ หลงลืม ตัดสินใจช้า หรือมีความเสี่ยงต่อภาวะสมองเสื่อม
- ผู้ที่มีปัญหาการนอน: นอนไม่หลับ หลับยาก หลับไม่สนิท หรือตื่นกลางดึกบ่อยๆ
ขั้นตอนการตรวจ Bio Balance
กระบวนการตรวจมีความปลอดภัยสูง ไม่เจ็บ ไม่น่ากลัว และใช้เวลาไม่นาน โดยมีขั้นตอนดังนี้
1. เตรียมความพร้อม
เจ้าหน้าที่จะสวมหมวกที่มีเซนเซอร์รับสัญญาณ (Cap) ลงบนศีรษะของผู้รับบริการ ให้กระชับพอดี โดยจะมีการใส่เจลนำสัญญาณเล็กน้อย (ไม่เจ็บและไม่มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย)
2. บันทึกสัญญาณคลื่นสมอง
ผู้รับบริการเพียงแค่นั่งผ่อนคลายบนเก้าอี้สบายๆ โดยเจ้าหน้าที่จะทำการบันทึกสัญญาณคลื่นสมองทั้งในขณะ “ลืมตา” และ “หลับตา” ใช้เวลาประมาณ 15-20 นาที
3. วิเคราะห์ผล (Brain Mapping Analysis)
ข้อมูลคลื่นสมองจะถูกส่งไปประมวลผลด้วยซอฟต์แวร์ขั้นสูง และวิเคราะห์โดยผู้เชี่ยวชาญ เพื่อแปลผลออกมาเป็นรายงานแผนที่สมองที่เข้าใจง่าย
4. รับคำปรึกษา (Consultation)
แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญจะอธิบายผลตรวจให้ทราบอย่างละเอียด ว่าสมองส่วนไหนทำงานไม่สมดุลและส่งผลต่อพฤติกรรมอย่างไร พร้อมวางแผนการรักษาที่เหมาะสม เช่น การทำ Neurofeedback เพื่อปรับจูนสมองให้กลับมาสมดุล
ความแตกต่างระหว่าง EEG (Bio Balance) และ Neurofeedback
หลายคนมักสับสนระหว่างสองคำนี้ หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพง่ายๆ EEG คือการ “ตรวจเช็ก” ส่วน Neurofeedback คือการ “ออกกำลังกาย” เพื่อรักษา โดยมีความแตกต่างกันดังนี้
หัวข้อเปรียบเทียบ | การตรวจ EEG / QEEG (Bio Balance) | การฝึก Neurofeedback |
วัตถุประสงค์หลัก | “วินิจฉัย” เพื่อค้นหาความผิดปกติและตำแหน่งที่เป็นปัญหา | “รักษา/บำบัด” เพื่อแก้ไขความผิดปกติและปรับสมดุล |
สิ่งที่ทำ | สวมหมวกเซนเซอร์แล้ว “นั่งนิ่งๆ” เพื่อบันทึกข้อมูล | สวมหมวกเซนเซอร์แล้ว “เล่นเกม/ดูหนัง” เพื่อฝึกสมอง |
เปรียบเหมือน | การส่องกระจก หรือการเอกซเรย์ดูปัญหาภายใน | การเข้ายิม (Gym) เพื่อฟิตกล้ามเนื้อมัดที่มีปัญหา |
ผลลัพธ์ที่ได้ | รายงานแผนที่สมอง (Brain Map) และแนวทางการรักษา | สมองเกิดการเรียนรู้ใหม่ มีสมาธิ ควบคุมอารมณ์ได้ดีขึ้น |
ความถี่ | ทำเพียงครั้งแรก และทำซ้ำเพื่อติดตามผลเมื่อครบคอร์ส | ต้องทำต่อเนื่องสัปดาห์ละ 2-3 ครั้ง (เหมือนการออกกำลังกาย) |
ประโยชน์ที่จะได้รับจากการทำ Bio Balance
- เห็นต้นตอที่แท้จริง: เปลี่ยนจากการ “เดา” อาการ หรือการรักษาตามอาการ เป็นการ “เห็น” การทำงานจริงของระบบประสาท
- รักษาตรงจุด (Personalized Treatment): ช่วยให้วางแผนการรักษาได้อย่างแม่นยำเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ยาที่ถูกกับโรค หรือการออกแบบโปรแกรมฝึกสมองที่ตรงจุด
- ติดตามผลได้จริง: สามารถใช้เปรียบเทียบผลก่อนและหลังการรักษา เพื่อดูพัฒนาการของสมองที่เป็นรูปธรรมและพิสูจน์ได้ทางวิทยาศาสตร์
ทำไมถึงควรตรวจคลื่นสมองที่ Neuro Balance Asia
การตรวจคลื่นสมองไม่ได้สำคัญแค่ “เครื่องมือ” แต่สำคัญที่ “การอ่านผล” และ “การดูแล” ที่ Neuro Balance Asia เราโดดเด่นด้วยมาตรฐานที่คุณวางใจได้
เทคโนโลยีมาตรฐานระดับสากล
เราใช้เครื่องมือตรวจวัด QEEG และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ผลที่มีความแม่นยำสูง (Medical Grade) ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ทั่วโลก เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลแผนที่สมองที่ได้นั้นถูกต้องและเชื่อถือได้จริง
อ่านผลโดยผู้เชี่ยวชาญตัวจริง
ผลตรวจ QEEG จะไม่มีความหมายหากขาดคนแปลผลที่ถูกต้อง ที่นี่เรามีทีมผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ในการวิเคราะห์ความเชื่อมโยงระหว่างคลื่นสมองกับพฤติกรรม ทำให้สามารถอธิบายอาการที่เป็นนามธรรมออกมาเป็นวิทยาศาสตร์ที่เข้าใจง่าย
การดูแลแบบองค์รวม (Holistic Care)
เราไม่ได้แค่ตรวจแล้วจบ แต่เรานำผลตรวจที่ได้มาออกแบบ โปรแกรมการรักษาเฉพาะบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการฝึก Neurofeedback หรือคำแนะนำในการปรับไลฟ์สไตล์ เพื่อให้คุณหรือคนที่คุณรักได้รับการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุดที่สุด
บรรยากาศที่ผ่อนคลาย ไม่น่ากลัว
เราเข้าใจดีว่าการมาคลินิกอาจทำให้เด็กๆ หรือผู้ที่มีความกังวลรู้สึกเกร็ง สถานที่ของเราจึงถูกออกแบบให้มีความอบอุ่น สบายใจ เหมือนห้องนั่งเล่นที่บ้าน ช่วยให้ผลการตรวจออกมาเป็นธรรมชาติที่สุดเพราะผู้รับบริการไม่เครียด
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจคลื่นไฟฟ้าสมอง (FAQ)
การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองเจ็บไหม?
ไม่เจ็บเลย เป็นเพียงการนำเซนเซอร์มาแตะที่หนังศีรษะเพื่อ “รับสัญญาณ” ที่สมองส่งออกมาเท่านั้น ไม่มีการปล่อยไฟฟ้าหรือรังสีใดๆ เข้าสู่ร่างกาย ปลอดภัยสำหรับเด็กและทุกคน
ต้องเตรียมตัวอย่างไรก่อนมาตรวจ?
ควรสระผมให้สะอาดและเป่าให้แห้งก่อนมาตรวจ ไม่ควรใส่ครีมนวด เจล หรือสเปรย์แต่งผม และควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอในคืนก่อนหน้าเพื่อให้ได้ผลตรวจที่แม่นยำที่สุด
การตรวจ Bio Balance ต่างจากการสแกน MRI หรือ CT Scan อย่างไร?
MRI หรือ CT Scan จะดู “โครงสร้าง” ของสมอง (เช่น มีเนื้องอก เลือดออก หรือเส้นเลือดตีบไหม) แต่ Bio Balance (QEEG) จะดู “การทำงาน” ของระบบไฟฟ้าในสมอง (เช่น สมาธิ ความเครียด การสื่อสารของเซลล์ประสาท) ซึ่งให้ข้อมูลคนละด้านกัน
สรุป: ไขความลับสมอง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า
การดูแลสุขภาพสมองไม่จำเป็นต้องรอให้ป่วยหนัก การตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองด้วยโปรแกรม Bio Balance จะช่วยให้คุณรู้จักและเข้าใจสมองของตัวเองในมุมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เพื่อนำไปสู่การวางแผนดูแลรักษาที่ต้นเหตุ ป้องกันโรคร้ายในอนาคต และดึงศักยภาพสูงสุดของสมองออกมาใช้ได้อย่างเต็มที่ สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถติดต่อ Neuro Balance ได้ผ่านช่องทางดังนี้
- เบอร์: 02 245 4227 หรือ 097 429 1546
- LINE: @neurobalance




